เรื่อง ปลาน้ำเค็มกับปลาน้ำจืด
ลิงค์นิทาน : https://kalyanamitra.org/th/Aesop_detail.php?page=3992
นิทานอีสป เรื่อง หมีกับรังผึ้ง
ลิงค์นิทาน : https://kalyanamitra.org/th/Aesop_detail.php?page=4104
เรื่อง ปลาน้ำเค็มกับปลาน้ำจืด
ลิงค์นิทาน : https://kalyanamitra.org/th/Aesop_detail.php?page=3992
นิทานอีสป เรื่อง หมีกับรังผึ้ง
ลิงค์นิทาน : https://kalyanamitra.org/th/Aesop_detail.php?page=4104
การเรียนครั้งที่ 11
การเล่นสำหรับเด็ก
การเล่นสำหรับเด็ก คือ การแสดงออกทางกายภาพ ผ่านประสบการณ์ และจินตนาการ ของตัวเด็ก ผสมผสานทักษะการสื่อสาร สะท้อนออกมาเป็นรูปแบบของการเล่น ทั้งเล่นคนเดียว และเล่นเป็นกลุ่ม ดังนั้น การเล่นจึงเป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างทักษะ และ ส่งเสริมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ได้ง่ายที่สุด ผู้ปกครองหลายคนจึงรู้ว่าการเล่นนั้น มีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็ก และ มีประโยชน์มากมาย แต่โดยปกติ เรามักจะไม่ค่อยเชื่อมโยงการเล่น กับการเรียนรู้ เลยอาจจะมีบางครอบครัวที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ โดยเน้นให้เวลากับการพัฒนาทักษะทางวิชาการ มากกว่าการเล่น เช่น การฝึกจำตัวอักษร การนับ การอ่าน การเขียน ฯลฯ ในบางครอบครัว ที่มีผู้สูงอายุเป็นผู้ดูแลเด็ก บ่อยครั้งที่มีผู้ปกครองมาปรึกษาครูแหม่ม ก็จะพบเจอกับปัญหาเดียวกัน คือ ปู่ ย่า ตา ยาย จะคอยห้ามปรามไปเสียทุกอย่าง เมื่อเด็กจะรื้อหรือเล่นอะไร เพราะอาจต้องคอยตามเก็บของเล่นอยู่ตลอดเวลา และเขาอาจจะมีความเชื่อว่า การเล่นของเด็ก เป็นเพียงการเล่นเพื่อให้ได้ความสนุกสนาน ไม่ได้ความรู้อะไร และไม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของการเล่นสำหรับเด็กวัยอนุบาล ก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม เพราะการเรียนรู้ผ่านการเล่นมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเด็กอย่างแท้จริง
การเรียนครั้งที่ 10
การเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่ (Montessori Approach)
ความเป็นมา มอนเตสซอรี่เป็นแนวทางการศึกษาหนึ่งที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้ความสำคัญกับศักยภาพของแต่ละบุคคล พัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวมทั้งทางด้านสติปัญญา ร่างกายจิตใจ อารมณ์ สังคม และจิตวิญญาณ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวเริ่มต้นโดย แพทย์หญิงมาเรีย มอนเตสซอรี่ แพทย์ชาวอิตาเลียน วันที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2450 หรือ ค.ศ. 1907 เป็นวันเริ่มเปิดโรงเรียนแห่งแรกของแพทย์หญิงมาเรีย มอนเตสซอรี่ (Casa dei Bambini โดยมอนเตสซอรี่ช่วยเหลือในการจัดการศึกษาให้กับเด็กด้อยโอกาสกลุ่มหนึ่ง และโรงเรียนแห่งนี้ คือจุดเริ่มต้นของการศึกษาแบบมอนเตสซอรี่
มอนเตสซอรี่ สังเกตเด็กในสภาพที่เป็นจริงของเด็ก ไม่ใช่สภาพที่ผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กเป็น จากการสังเกตเชิงวิทยาศาสตร์ ดังกล่าว จึงได้พัฒนาวิธีการสอน การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อม และอุปกรณ์การสอนต่าง ๆขึ้นมา และนำแนวคิดนี้มาจัดการศึกษาให้กับเด็กอย่างจริงจังที่โรงเรียน Casa dei Bambini จนทำให้เกิดความเข้าใจตัวเด็ก และได้พัฒนาวิธีการสอนให้เกิดความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น วิธีการสอนแบบมอนเตสซอรี่ได้แพร่หลายไปทั่วโลกมาเป็นเวลา 100 กว่าปี จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากการสอนแบบมอนเตสซอรี่สามารถนำไปใช้ได้กับเด็กทุกกลุ่มทุกยุค และทุกสมัย
แนวคิดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่
การสอนแบบมอนเตสซอรี่ เป็นแนวคิดที่คำนึงถึงเด็กเป็นหลัก จัดการเรียนการสอนตามความสนใจ ความต้องการและการมุ่งมั่นตั้งใจในการเรียนรู้ด้วยตนเอง เด็กมีโอกาสแก้ไขข้อผิดพลาด นำข้อผิดพลาดดังกล่าวมาพิจารณา และวิเคราะห์เพื่อแสวงหาวิธีการที่ดีที่สุดจนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองภายใต้ความมีอิสระ เด็กได้ใช้จิตของตนในการซึมซับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเกิดความอยากรู้อยากเห็น และแสวงหาความรู้ด้วยตนเองจนเด็กเกิดการพัฒนาการทุก ๆ ด้าน การสอนแบบมอนเตสซอรี่สามารถพัฒนาเด็กตั้งแต่วัยทารกจนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลายทุกกลุ่ม ทั้งเด็กที่มีความต้องการพิเศษ และเด็กปกติ
วิธีการสอนตามแนวคิดมอนเตสซอรี่ เริ่มจาก การสังเกตเด็ก ศึกษาพัฒนาการ ความต้องการ และความสนใจของเด็ก โดยคำนึงว่า...
1. เด็กทุกคนมีความแตกต่าง
2. เด็กมีความอยากรู้อยากเห็น และจะแสวงหา
3. ความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ อยู่เสมอ
4. เด็กอยากทดลอง
5. เด็กอยากเรียนรู้กิจกรรมใหม่ ๆ
6. ความสนใจของเด็กเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ และพัฒนาการ
หลักการจัดประสบการณ์การเรียนรู้แบบมอนเตสซอรี่
1. เด็กควรได้รับการยอมรับนับถือ (Respect for the Child) เด็กควรได้รับการยอมรับนับถือในสภาพที่แตกต่างไปจากผู้ใหญ่และได้รับการยอมรับว่าเด็กแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะ และมีความแตกต่างกัน ดังนั้น ควรจัดการศึกษาให้เด็กแต่ละคนตามความสามารถ และความต้องการตามธรรมชาติของเขา โดยการพัฒนารูปแบบการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สัมพันธ์กับพัฒนาการและความต้องการของเด็ก
2. เด็กมีจิตที่ซึมซับได้ (Absorbent Mind) จิตของเด็กเปรียบเหมือนฟองน้ำ และสามารถซึมซับข้อมูลต่าง ๆ จากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเข้าไปในจิตของตนเองได้ กระบวนการนี้จะเห็นได้ชัดจากการที่เด็กสามารถซึมชับภาษาที่อยู่ในสภาพแวดล้อมของเด็กได้เองโดยไม่ต้องมีการสอนอย่างเป็นทางการ
3. ช่วงวิกฤติแห่งการเรียนรู้ (Sensitive Periods) เด็กในวัยปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับการเรียนรู้ โดยเด็กสามารถเรียนทักษะเฉพาะอย่างได้ดีในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น ครูจึงควรสังเกตเด็ก และใช้ประโยชน์จากช่วงเวลานี้ในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้สอดคล้องกับช่วงวิกฤติแห่งการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคน
4. การเตรียมสภาพแวดล้อม (Prepared Environment) เด็กเรียนรู้ได้ดีที่สุดในสภาพแวดล้อมที่ได้จัดเตรียมไว้อย่างมีจุดมุ่งหมาย และเปิดโอกาสให้เด็กมีอิสระในการทำกิจกรรมในสภาพแวดล้อมที่จัดเตรียมแล้วนั้น เด็กจะมีโอกาสทำกิจกรรมต่าง ๆ ตามความสนใจของตนเอง ซึ่งทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ในสิ่งที่ทำ
5. การศึกษาด้วยตนเอง (Self-Education) จากการมีอิสระในสิ่งแวดล้อมที่จัดเตรียมไว้แล้วอย่างสมบูรณ์เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และเรียนรู้ระเบียบวินัยของชีวิตผ่านการมีอิสรภาพในการทำงาน มีโอกาสแก้ไขข้อบกพร่องของตนเอง สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเอง และมองเห็นความสามารถในการศึกษาหาความรู้ได้ด้วยตนเองภายใต้สถานการณ์ที่กำหนดให้ ซึ่งจะนำไปสู่ความมั่นใจในตนเอง ตลอดจนการให้ความร่วมมือในกิจกรรมต่าง ๆ ต่อไป
- ในวันนั้น มีอาจารย์พิเศษเป็นชาวต่างชาติได้เข้ามาสอน เเละให้ทำกิจกรรม เล่นเกม Truth or Dare
การเรียนครั้งที่ 9
วันนี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับทฤษฎีและการสอนต่างๆในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนว่าควรจะจัดสอนแบบใดที่จะเหมาะสมต่อการเรียนรู้ในการพัฒนากิจกรรมและด้านต่างๆของเด็กปฐมวัยที่สามารถนำความรู้จดจำและนำไปใช้ได้หรือสามารถนำไปเล่าให้กับผู้ปกครองได้เข้าใจว่าเด็กนั้นภายในหนึ่งวันต่อการมาเรียนหรือทั้งสัปดาห์นั้นสามารถจดจำความรู้ได้มากน้อยเพียงใด จากที่กล่าวมาข้างต้นขอยกตัวอย่างการเรียนการสอนแบบ Project Approach เป็นการจัดการเรียนการสอนตามสิ่งที่เด็กนั้นสนใจโดยการลงมติกันภายในห้องเรียนในการเลือกหัวข้อที่จะนำมาจัดการเรียนรู้ต่อไป นอกจากนี้อาจารย์ยังให้เลือกกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์และกิจกรรมประดิษฐ์มาอย่างละ 2 ชนิด เพื่อเป็นการรวมรวบเพื่อให้มีกิจกรรมกักตุนไว้เพื่อนำไปใช้สอนในอนาคต
การเรียนครั้งที่ 8
ในวันนี้อาจารย์ไม่ได้ให้เข้าคลาสให้แต่ละกลุ่มแยกกันไปทำสื่อการเรียนรู้ของแต่ละหน่วยของตนเอง "กลุ่มของพวกเราคือ หน่วย ปลอดภัยไว้ก่อน"
หัวข้อ : ความปลอดภัยในการใช้ยา
1. ยาคืออะไร
• ยาเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราหายป่วย แต่ต้องใช้ให้ถูกต้อง
2. ใครควรเป็นคนให้ยา
• คุณหมอ พยาบาล หรือคุณพ่อคุณแม่เท่านั้น
• เด็ก ๆ ห้ามกินยาด้วยตัวเอง
3. ไม่กินยาที่ไม่รู้จัก
• ห้ามหยิบยากินเอง ห้ามกินยาที่ตกพื้น
• ห้ามกินของที่ไม่รู้ว่าใช่ยาหรือขนม
4. บอกผู้ใหญ่เมื่อไม่สบาย
• ถ้ารู้สึกปวดหัว ไอ เป็นไข้ ควรบอกพ่อแม่หรือคุณครู
5. ไม่เล่นยา ไม่แบ่งยากับเพื่อน
• ยาไม่ใช่ของเล่น ห้ามนำไปให้เพื่อนกิน
การเรียนครั้งที่ 7
การเรียนรู้ครั้งนี้อาจารย์ได้ให้นักศึกษาแต่ละกลุ่มจากหน่วยการเรียนรู้ต่างๆ ลงไปนำอุปกรณ์ที่จะจัดสื่อในการอัดคลิปวิดีโอการสอนขึ้นมาทำ และได้ให้จัดทำป้ายนิเทศตามหน่วยการเรียนรู้ด้วยการวาดโครงร่างลงภายในกระดาษเอสี่
การเรียนครั้งที่ 6
วันนี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับตนเองว่าตนเองนั้นคิดว่าสามารถทำอะไรได้บ้างและอยากเพิ่มเติมความสามารถของตนเองในระหว่างการเรียนรู้และการออกฝึกสอนระหว่างการเรียนในครั้งหน้า (ปี4)ในระยะเวลา 4-5 เดือน โดยอาจารย์ให้กระดาษมาแบ่งช่อง 2 ช่อง โดยให้หัวข้อคือ ต้นทุนที่คิดว่าตนเองมีและสิ่งที่ต้องหาเพิ่ม
การเรียนครั้งที่ 5
การเรียนรู้ในวันนี้ได้เรียนผ่าน Zoom เนื่องจากสถานการณ์ PM 2.5 ทางมหาลัยได้มีประกาศให้มีการเรียนการสอนแบบออนไลน์ วันนี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาการจัดการเรียนสอนกับความรู้เดิมของเด็กๆในเรื่องนั้นๆ เช่น เรียนเกี่ยวกับ มะละกอ จะตั้งคำถามที่สามารถรับรู้ความรู้เดิมของเด็กด้วยคำถามอะไรบ้าง ทำไมมะละกอสุกกับมะละกอดิบต่างกันอย่างไร ทำไมมะละกอมีสีเหลือง ทำไมมะละถึงมีเมล็ดเยอะ เป็นต้น
การเรียนครั้งที่ 4
การเรียนรู้ในครั้งนี้อาจารย์ได้ให้รวมกลุ่มกับสมาชิกที่รวมกันเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเพื่อทำการเขียน mind mapping ว่าในหน่วยการเรียนรู้ที่เลือกนั้นในแต่ละวันของการสอนนั้นจะทำการจัดการเรียนการสอนอย่างไรบ้าง เช่น เนื้อหาที่จะสอน การจัดการเรียนรู้ สื่อ เป็นต้น เมื่อเขียนแมพเสร็จแล้วได้นำเอาไปปรึกษาอาจารย์ว่าจะสอนอย่างไรบ้าง เมื่อมีข้อปรับปรุงแก้ไขก็สามารถนำข้อมูลมาปรับปรุงแก้ไข
การเรียนครั้งที่ 3
อาจารย์ให้แบ่งกลุ่ม 5 คน เพื่อแบ่งวันกันจัดการสอนทั้ง 5 วัน โดยกลุ่มได้เลือกหน่วยการเรียนการสอนคือ หน่วย ปลอดภัยไว้ก่อน เรื่องที่เลือกทำ คือ ความปลอดภัยในการใช้ยา
การเรียนครั้งที่ 2
วันนี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเนื้อหาการควบคุมชั้นเรียนและการสอนเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นขั้นนำการเข้าสอนว่าสามารถใช้เทคนิคอะไรได้บ้าง เช่น ร้องเพลง คำคล้องจอง ปริศนาคำทาย เป็นต้น นอกจากนี้เรียนเกี่ยวกับคำคล้องจองและเพลงว่ามีคำคล้องจองอะไรบ้างและเพลงสามารถเลือกใช้เพลงไหนได้บ้าง นอกจากนี้อาจารย์ให้ได้คัดลายมือ ก-ฮ เพื่อพัฒนาลายมือให้สวยงามมากขึ้นในการเขียนการสอนภายในห้อง
การเรียนครั้งที่ 1
การเรียนรู้ครั้งแรกของรายวิชา การจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบบูรณาการ การศึกษาปฐมวัยสำหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3-6 ปี ได้เรียนรู้เกี่ยวกับคำอธิบายรายวิชาว่าในรายวิชาดังกล่าวนั้น ต้องเรียนเกี่ยวกับเนื้อหาอะไรบ้าง รายวิชาจะเน้นการเรียนโดยการจัดประสบการณ์การเรียนของเด็กและการสอนของคุณครู
นอกจากนี้อาจารย์ยังให้เขียนเกี่ยวกับประสบการณ์การออกฝึกวิชาชีพของปีการศึกษาที่ผ่านมานั้นได้เรียนรู้ในด้านการเรียนของเด็กและการทำงานของคุณครูว่าควรปฏิบัติอย่างไรในสถานศึกษาและการปฏิบัติหน้าที่การสอนของคุณครู
เรื่อง ปลาน้ำเค็มกับปลาน้ำจืด ลิงค์นิทาน : https://kalyanamitra.org/th/Aesop_detail.php?page=3992 นิทานอีสป เรื่อง หมีกับรังผึ้ง ลิงค์นิทา...